คุณธนพล คณทา

ตำแหน่ง:กรรมการผู้จัดการ
บริษัท: บริษัท อู๋การพิมพ์ จำกัด

 

 

"อยู่ที่ใจจริงๆ" ธนพล คณฑา บอสส์ใหญ่ บริษัท อู่การพิมพ์ จำกัด ยืนยัน

ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่โรงพิมพ์น้อยใหญ่ต่างพากันทอดถอนใจ จะหาทางอยู่รอดได้อย่างไร แม้จะมีสมาคม มีสถาบันการศึกษา จัดงานสัมมนาหาทางรอดให้โรงพิมพ์กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังไม่กระเตื้องขึ้นสักเท่าใด แล้วจู่ๆก็มีโรงพิมพ์หนึ่งที่กล้าเปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจว่า “โรงพิมพ์เราซิ ยอดสั่งไม่มีตก มีแต่จะเพิ่มขึ้น” ได้ยินอย่างนี้ใครๆ ก็หูผึ่งซิคะ อยากรู้จังว่า เขาทำได้อย่างไร

ข่าวสาร “ในวงการพิมพ์” ฉบับนี้ จึงมีความยินดีที่จะนำเสนอเส้นทางความเป็นมาในการประกอบอาชีพโรงพิมพ์ ของคุณธนพล คณทา กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท อู๋การพิมพ์ จำกัด เจ้าของประโยคทองดังกล่าว โดยทีมงาน ข่าวสาร “ในวงการพิมพ์” มีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกับคุณธนพล หรือคุณอู๋ จากการแนะนำของทีมงานคุณชลาพันธ์ จันทราวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น เค เพรส เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้รับหน้าที่จัดหาเครื่องพิมพ์ เครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์หลังพิมพ์ครบครัน ให้คุณอู๋ ทำโรงพิมพ์

 


โรงพิมพ์ บริษัท อู๋การพิมพ์ จำกัด ตั้งอยู่ในซอยเทียนทะเล 26 แยกกันอยู่ 2 ฝั่งถนน ฝั่งที่เป็นโรงพิมพ์ เป็นตึกแถว 4 ชั้น 3 คูหา รับพิมพ์งานออฟเซ็ตทั่วไปด้วยเครื่องพิมพ์ยี่ห้อดังจากเยอรมันครบชุด ตั้งแต่เครื่องพิมพ์สีเดียว, 2 สี, 4 สี, 5 สี (2 เครื่อง) และเครื่องจักรหลังการพิมพ์ครบวงจร โดยเครื่องจักรล่าสุดที่ติดตั้งใช้งานยังไม่ทันครบปี คือเครื่องเคลือบยูวี ยี่ห้อ Auto Print รุ่น Fine Coat 65...จากประเทศอินเดีย อีกฝั่งหนึ่งเป็นตึกแถว 4 ชั้นเหมือนกัน แต่คูหาเดียว เป็นโรงงานขึ้นรูปกล่องพลาสติกแบบต่างๆ ตามการใช้งาน เช่นกล่องพลาสติกที่ใช้ครอบตัวสินค้าบนแผ่นกระดาษแข็งที่พิมพ์ออฟเซต และยึดให้ติดกันด้วยระบบสุญญากาศ เช่น กล่องใส่แปรงสีฟันพร้อมยาสีฟัน ที่แพคเป็นชุดๆ เป็นต้น

เส้นทางที่คุณอู๋ก้าวมาสู่การเป็นเถ้าแก่โรงพิมพ์นั้น ช่างขรุขระเหลือคณา คุณอู๋ เล่าให้ทีมงานฟังว่า ตัวเองเป็นลูกชาวนา จากอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จบการศึกษาชั้นประถม 4 พออายุได้ 21 ปี ก็เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ โดยมีเงินติดตัวมาแค่ 350 บาท ประเดิมงานแรกเป็นลูกมืออยู่ในโรงกลึง ทำอยู่ 5 เดือนก็ออกไปประจำอยู่ร้านซ่อมแบตเตอรี่ได้ 3 ปี ก็เปลี่ยนไปขับวินมอเตอร์ไซด์อีก 2 ปี ไปเป็น กระเป๋ารถเมล์สาย 75 อีกพักใหญ่ ก่อนจะไปเป็นแมสเซ็นเจอร์ที่ร้าน ทำเพลท ต้องซิ่งมอไซด์ไปส่งเพลทตามโรงพิมพ์ต่างๆ โดยทุกเช้าจะไปเข้าวินก่อน พอถึง 8 โมงเช้าจึงเข้างาน เลิกงาน 5 โมงเย็นก็มาขับวินต่อ อยู่ที่นี่ได้ 5 ปีก็ลาออกจากร้านเพลท มารับงานพิมพ์ซิลค์สกรีน ความรู้อะไรก็ไม่มี อาศัยฝึกงานจากร้านเพื่อน ฝึกอยู่ 3 วันๆ ละ 2 ชั่วโมง ก็ตัดสินใจเปิดร้านรับงานพิมพ์สกรีน โดยไปกู้เงินนอกระบบมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ 20,000 บาท 3 เดือนผ่านไป ลูกค้าก็ยังไม่ได้รับงาน เพราะคุณอู๋ยังไม่เป็นงาน แต่คุณอู๋ก็ไม่ท้อ ยังสู้ทำต่อไป ก็ขาดทุนมาตลอด เพราะต้องจ่ายค่าบ้าน ค่าลูกน้อง จากเงินต้น 20,000 กลายเป็นหนี้ เจ็ดแสน จนต้องไปขอที่นาของพ่อแม่มาจดจำนอง ได้มาหนึ่งล้านหกแสน เคลียร์หนี้นอกระบบได้หมด เงินที่เหลือเสียดอกเบี้ยร้อยละ 3 ก็เอาไปลงทุนซื้อเครื่องมือทำงาน จากหนี้ล้านหกแสน กลายเป็นหลายล้าน ต้องขึ้นศาลประนอมหนี้อยู่ 5 ปี จนสามารถเอาที่นาออกมาคืนพ่อแม่ได้สำเร็จ

ปัญหาหนี้สินยังไม่ทันจะจบดีก็เจอพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 เจ้าหนี้เยอะมาก แต่คุณอู๋ก็ไม่ถอย ขอเวลาตั้งหลักและค่อยๆ ผ่อนชำระไปทีละเจ้า ตอนนั้นเปลี่ยนมาทำโรงพิมพ์ออฟเซ็ต เริ่มจากเครื่องพิมพ์ตัด 5 เครื่องตัดกระดาษ เครื่องลูกผสม และเมื่อย้ายมาอยู่ที่ใหม่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ก็ได้ทะยอยซื้อเครื่องพิมพ์ และเครื่องหลังพิมพ์ เพื่อรองรับงานตามที่ลูกค้าต้องการ อย่างเช่น เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา คุณอู๋ ได้เปิดโรงงานขึ้นรูปพลาสติก สำหรับปิดครอบสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในกล่องพลาสติกและยึดติดกับแผ่นกระดาษแข็งที่พิมพ์ออฟเซ็ต

คุณอู๋ เล่าว่า “แต่ก่อน เรารับพิมพ์เฉพาะส่วนที่เป็นกระดาษแข็งรองรับตัวสินค้าเท่านั้น ส่วนที่เป็นพลาสติกส่งไปทำข้างนอก แต่ก็พบว่ามีปัญหามาก ผมเลยลงเครื่องขึ้นรูปพลาสติกเสียเอง ทั้งที่ไม่รู้เรื่องเครื่องพวกนี้มาก่อนเลยนะ อาศัยการเรียนรู้ไปกับงาน ให้งานสอนเรา ลองผิดลองถูก และเอาประสบการณ์มาเป็นครูตลอด ซึ่งผมก็ได้ใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่เริ่มทำ โรงพิมพ์เลย เหมือนผมจะรู้เส้นทางการทำงาน แต่ทำเครื่องอะไรก็ไม่เป็นซะอย่าง อย่างเช่น การซื้อเครื่องเคลือบยูวีนี่ก็เหมือนกัน ผมตัดสินใจซื้อ เพราะเรามีงานเคลือบเยอะมาก ส่งไปเคลือบข้างนอกตกเดือนละเป็นแสน พอเราลงเครื่องเอง ทำงานของเราเอง ก็ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว เครื่องตัวนี้ เอ็น เค เพิ่งมาติดตั้งใช้งานได้ประมาณ 6 เดือน ยังไม่มีปัญหาเรื่องการทำงาน ประสิทธิภาพและคุณภาพใช้ได้ เรียกว่า พอใจละกัน ส่วนลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่แนะนำกันมาแบบปากต่อปาก ก็พอใจบริการของเรา เพราะบริการเราดี ราคายุติธรรม พูดคุยกันได้ ครับผม” คุณอู๋สรุปให้ฟัง อย่างอารมณ์ดีจริงๆ

ข่าวสาร “ในวงการพิมพ์” ขอส่งท้ายจบรายการพูดคุยกับ คุณอู๋ ในวันนี้ (21 เมษายน 2560) ด้วยบทเพลง “อยู่ที่ใจ” ของศิลปิน “โอ อนุชิต” ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับบุคลิกของคุณอู๋ที่สู้ ขาดใจ จนวันนี้มีทุกสิ่งสมปรารถนา ...ใครร้องเพลงนี้ได้ ช่วยร้องด้วยนะคะ

เพลง : อยู่ที่ใจ

ศิลปิน : โอ อนุชิต เนื้อเพลง :

เกิดเป็นคนบนฟ้า หรือเกิดมาเปื้อนกับดิน ไม่ใช่คำตัดสินโชคชะตา อยู่ที่มือทั้งสอง จะขีดไปซ้ายไปขวา อยู่ที่ขาสองขาจะพาก้าวไป ไม่ว่าดำว่าขาว รวยหรือว่าจะจน ค่าแห่งความเป็นคนมันอยู่ที่ใจ อยู่ที่ใครจะคิด ลิขิตชีวิตกันไป ใครจะมองยังไงเรารู้ใจเราเอง แม้ขีดปลายเส้นทาง จะมองไม่เห็นแสงไฟ ก็จะเดินต่อไปไม่เกรง หากวันนี้ยังไม่เป็นดั่งใจ อดทนไว้คงอีกไม่นาน บอกใจไว้ไม่ต้องกลัวไม่ต้องหวั่น ต้องมีสักวันฝันต้องเป็นจริง ฉันต้องได้ดี ไม่ว่าดำว่าขาว รวยหรือว่าจะจน ค่าแห่งความเป็นคนมันอยู่ที่ใจ อยู่ที่ใครจะคิด ลิขิตชีวิตกันไป ใครจะมองยังไงเรารู้ใจเราเอง แม้ขีดปลายเส้นทาง จะมองไม่เห็นแสงไฟ ก็จะเดินต่อไปไม่เกรง หากวันนี้ยังไม่เป็นดั่งใจ อดทนไว้คงอีกไม่นาน ถ้าทำดีแล้วไม่ต้องกลัวไม่ต้องหวั่น ฟ้าหรือว่าดินต่ำสูงไม่สำคัญ สักวันต้องได้ดี